SME ไทย กับวิกฤตกระแสเงินสดปี 2025

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SME คือฐานรากที่ค้ำจุนเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติการจ้างงาน การกระจายรายได้ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น SME ไทยจ้างงานมากกว่าร้อยละเจ็ดสิบของแรงงานทั้งประเทศ เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ร้านอาหาร โรงงานขนาดเล็ก ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เชื่อมโยงผู้คนจำนวนมากเข้าด้วยกัน แต่ในปี 2025 ฟันเฟืองที่เคยทำหน้าที่อย่างเงียบ ๆ นี้ กำลังส่งสัญญาณผิดปกติอย่างชัดเจน สัญญาณนั้นไม่ใช่การล้มครืนในทันที หากแต่เป็นอาการขาดสภาพคล่องที่ค่อย ๆ กัดกินความสามารถในการดำเนินธุรกิจ หลายกิจการยังเปิดร้าน ยังมีลูกค้า และยังมีคำสั่งซื้อ แต่กลับไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับการจ่ายต้นทุนประจำวัน วิกฤตนี้จึงอันตรายกว่าภาวะยอดขายตกแบบฉับพลัน เพราะมันเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และมักถูกมองข้ามจนกระทั่งสายเกินแก้ ปัจจัยแรกที่ซ้ำเติมสถานการณ์นี้คือหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงถึงร้อยละ 90.8 ของ GDP เมื่อครัวเรือนต้องแบกรับภาระหนี้ในระดับสูง พฤติกรรมการใช้จ่ายย่อมเปลี่ยนไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้บริโภคระมัดระวังมากขึ้น ชะลอการซื้อสินค้าและบริการที่ไม่จำเป็น ผลกระทบนี้สะท้อนกลับมาที่ SME โดยตรง เพราะธุรกิจรายย่อยพึ่งพาการใช้จ่ายภายในประเทศเป็นหลัก เมื่อกำลังซื้อหดตัว ยอดขายก็ลดลง แม้ธุรกิจจะยังทำงานหนักเท่าเดิมก็ตาม ขณะเดียวกัน การเข้าถึงสินเชื่อซึ่งเคยเป็นเส้นเลือดสำคัญของ SME กลับยากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของ SME เพิ่มจากร้อยละ 4.6 ในปี 2562 เป็นร้อยละ 7.2 ในปี 2566 ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยกู้ ธุรกิจจำนวนมากจึงขาดเงินทุนหมุนเวียน ไม่สามารถรับมือกับช่วงรายรับสะดุด หรือใช้โอกาสขยายกิจการได้อย่างที่ควรจะเป็น เมื่อปัจจัยเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน วิกฤตสภาพคล่องของ SME จึงไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ แต่เริ่มลุกลามไปสู่การจ้างงานและกำลังซื้อในภาพรวม โรงงานขนาดเล็กที่ขาดทุนทยอยปิดตัวลง เหลือเพียงผู้เล่นรายใหญ่ที่มีเงินทุนหนา สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปราะบางและกระจุกตัวมากขึ้น โดยที่ความเสี่ยงยังคงตกอยู่กับแรงงานและธุรกิจรายย่อยเป็นหลัก
ผลกระทบของวิกฤตสภาพคล่องไม่ได้หยุดอยู่แค่ระดับธุรกิจ แต่สะท้อนออกมาเป็นตัวเลขคนตกงานที่เพิ่มขึ้นถึงกว่า 430,000 คน การจ้างงานที่หายไปหมายถึงกำลังซื้อที่ลดลง และเมื่อกำลังซื้อหดตัว SME รายอื่นก็ยิ่งเผชิญแรงกดดันมากขึ้น เศรษฐกิจภายในประเทศจึงหมุนเวียนช้าลงเป็นลูกโซ่ กระทบคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกบทบาท ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ พนักงาน หรือผู้บริโภค ในบริบทเช่นนี้ การปรับตัวของ SME ไม่อาจเป็นเพียงเรื่องของการลดต้นทุนหรือรัดเข็มขัดเท่านั้น แต่ต้องเป็นการทบทวนโครงสร้างการเงินอย่างจริงจัง การบริหารกระแสเงินสดให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของธุรกิจ การวางแผนค่าใช้จ่ายล่วงหน้า การเจรจากับคู่ค้า และการเลือกใช้เครื่องมือทางการเงินที่เหมาะสม กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่ธุรกิจต้องมี ไม่ต่างจากการขายหรือการผลิตสินค้า อย่างไรก็ตาม ภาระนี้ไม่ควรถูกผลักให้ SME แบกรับเพียงฝ่ายเดียว บทบาทของภาครัฐและระบบการเงินยังมีความสำคัญอย่างยิ่ง การออกแบบมาตรการช่วยเหลือที่ลดภาระภาษี เพิ่มสภาพคล่อง และเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงเงินทุนดอกเบี้ยต่ำอย่างเป็นธรรม จะช่วยลดแรงกดดันในระยะสั้น และสร้างฐานให้ธุรกิจสามารถปรับตัวในระยะยาวได้จริง มากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นช่วง ๆ ปี 2025 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งความท้าทายของ SME แต่เป็นบททดสอบของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยโดยรวม ว่าเราจะปล่อยให้ฟันเฟืองหลักค่อย ๆ สึกหรอไปพร้อมกับการจ้างงานและกำลังซื้อ หรือจะใช้วิกฤตนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการยกระดับความเข้าใจเรื่องกระแสเงินสด การบริหารความเสี่ยง และการสนับสนุนธุรกิจรายย่อยอย่างเป็นระบบ ท้ายที่สุด วิกฤตสภาพคล่องของ SME ไม่ใช่สัญญาณเตือนของความล้มเหลว แต่คือสัญญาณเตือนว่าระบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป การอยู่รอดในเศรษฐกิจยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำกำไร แต่คือการรักษา “เงินให้ไหลต่อได้” เพราะในวันที่กระแสเงินสดหยุดลง ธุรกิจอาจไม่มีโอกาสรอวันที่กำไรจะกลับมาอีกครั้ง
เมื่อพิจารณาลึกลงไปในโครงสร้างการเงินของ SME ไทย จะพบว่าวิกฤตสภาพคล่องไม่ได้เกิดจากการบริหารที่ผิดพลาดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากแรงกดดันรอบด้านที่ทำให้ธุรกิจจำนวนมากต้องเดินอยู่บนเส้นบาง ๆ ระหว่างการอยู่รอดและการล้มลง ข้อมูลชี้ว่ากว่า 64.3% ของ SME มีภาระหนี้สิน และมากกว่าครึ่งหนึ่งต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบจากเพื่อนหรือญาติพี่น้อง ซึ่งสะท้อนว่าระบบสินเชื่อในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ความเป็นจริงของธุรกิจรายย่อย ต้นทุนธุรกิจที่เพิ่มขึ้นกว่า 15% ในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และดอกเบี้ย ทำให้กำไรของ SME ถูกบีบอย่างต่อเนื่อง ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องกู้หนี้ใหม่เพื่อชำระหนี้เก่า วนอยู่ในวงจรหนี้ที่ไม่สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง และเมื่อประวัติการชำระหนี้เริ่มสะดุด โอกาสในการเข้าถึงสินเชื่อในระบบก็ยิ่งลดลง โดยมี SME กว่าเกือบหนึ่งในสี่ที่แนวโน้มการขอกู้ถูกปฏิเสธเพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญที่มักถูกเข้าใจผิด คือการแยกไม่ออกระหว่าง “กำไร” กับ “กระแสเงินสด” ธุรกิจจำนวนไม่น้อยมีกำไรบนกระดาษ แต่กลับไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับจ่ายค่าแรง ค่าวัตถุดิบ หรือชำระหนี้ เพราะรายได้ยังไม่ถูกแปลงเป็นเงินสดจริง ลูกค้าชำระเงินล่าช้า สินค้าค้างสต็อกนาน หรือเงินถูกผูกอยู่กับสินทรัพย์ที่ยังไม่สร้างรายได้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ธุรกิจล้มได้ แม้ตัวเลขกำไรจะยังดูดี สัญญาณเตือนของปัญหากระแสเงินสดมักเริ่มต้นอย่างเงียบ ๆ รายได้ลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ กำไรหดตัวแม้ยอดขายยังทรงตัว สินค้าค้างสต็อกจนเงินทุนจม หรือการเติบโตที่เร็วเกินไปโดยไม่มีเงินทุนรองรับ หากผู้ประกอบการไม่ทันสังเกตและปรับแผน ปัญหาเหล่านี้จะสะสมจนกลายเป็นวิกฤตเต็มรูปแบบในเวลาไม่นาน ปี 2025 จึงถูกมองว่าเป็นปีที่โจทย์กระแสเงินสดของ SME ยากที่สุดปีหนึ่ง ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่เก่งหรือไม่ขยัน แต่เพราะสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจทำให้ความผิดพลาดเล็ก ๆ มีต้นทุนสูงกว่าที่เคยเป็น การมีเงินสำรองไม่ใช่เพียงเรื่องของการป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นเงื่อนไขสำคัญของการอยู่รอด และในบางกรณี ยังเป็นโอกาสในการลงทุนต่อยอด หากธุรกิจสามารถบริหารได้อย่างมีวินัยและมองภาพรวมอย่างรอบคอบ

Chance   Analysis     ArticlE

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ข้อมูล นโยบาย และคำสัญญาทางการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นใจของผู้มีสิทธิ์กลับไม่เพิ่มตาม หลายคนลังเลไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หากเพราะไม่แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ คำพูดเปลี่ยนได้ นโยบายมีมากแต่ยากจะประเมินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ และบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนยังไม่เคยถูกสรุปอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกคนหรือพรรค แต่เป็นการประเมินว่า จะเชื่อใจใครได้มากน้อยเพียงใด

อุบัติเหตุบนท้องถนนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องความประมาทส่วนบุคคล แต่ตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกิดซ้ำทุกปีสะท้อนว่า ปัญหานี้ลึกกว่าพฤติกรรมของใครคนใดคนหนึ่ง ความเร็ว การตัดหน้า การดื่มแล้วขับ และสภาพถนน ล้วนทำงานร่วมกันในระบบเดียวกัน แม้จะมีการรณรงค์และตั้งด่านตรวจอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียยังคงเกิดซ้ำ ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ใครผิด แต่คือระบบความปลอดภัยบนถนนของไทยปกป้องชีวิตผู้ใช้ทางได้มากพอแล้วหรือยัง

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังขับเคลื่อนไปได้ ธุรกิจ SME จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการขาดสภาพคล่อง แม้บางกิจการจะยังมียอดขายหรือกำไรบนกระดาษ แต่เงินสดกลับไม่พอสำหรับการดำเนินงานในแต่ละวัน ภาระต้นทุน หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กำลังกดดันธุรกิจรายย่อยอย่างเงียบ ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการ หากค่อย ๆ ลุกลามไปถึงการจ้างงาน กำลังซื้อ และความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งระบบ

เมื่อแม้แต่ “นักกีฬาทีมชาติ” ก็ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อได้ติดทีมชาติแล้ว นักกีฬาจะมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นแต่ในความเป็นจริง การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้ประจำจากรัฐ นักกีฬาทีมชาติไทยไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน รายได้จากรัฐที่มี คือเบี้ยเลี้ยงเฉพาะช่วงเก็บตัวหรือแข่งขันเท่านั้นหากเดือนไหนไม่มีรายการแข่ง หรือไม่มีการเก็บตัว รายได้จากรัฐในเดือนนั้นคือ ศูนย์บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงอยู่ครบ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดนี้

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวอาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับยาวนานกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ถูกเขย่าไม่ได้มีแค่พื้นดินหรืออาคาร หากรวมถึงความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง การกำกับดูแล และความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางอาคารที่ยังยืนอยู่และอาคารที่พังถล่ม ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงที่เคยเชื่อว่าแน่นหนา อาจเปราะบางกว่าที่คิด

ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนเผลอคิดว่าเป็นผลจากการใช้ไฟมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขบนบิลอาจสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟ เพราะค่าไฟไม่ได้ประกอบด้วยแค่ต้นทุนพลังงาน หากรวมถึงโครงสร้างการผลิตและจัดซื้อไฟฟ้าที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือก สัญญาระยะยาว ค่าใช้จ่ายแฝง และกลไกการปรับราคา ล้วนถูกซ่อนอยู่ในระบบเดียวกัน ความซับซ้อนเหล่านี้ทำให้ค่าไฟกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นโดยที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ใครเป็นผู้กำหนดต้นทุน และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้

วงจรความเสียหายที่ประชาชนต้องจ่ายเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญทุกฤดูฝน ไม่ใช่แค่น้ำที่เอ่อเข้าบ้าน แต่คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบเองเกือบทั้งหมด น้ำท่วมหนึ่งครั้งไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบหรือความเสียหายชั่วคราว แต่ทิ้งภาระทางการเงินและเวลาชีวิตที่ไม่มีใครชดเชยได้ครบ ความเสียหายจากน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึง 90,000 บาท หรือมากกว่า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย พื้นพอง ผนังพัง รถเสีย รายได้หาย และค่าแรงที่ขาดช่วง ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่เงินเยียวยาจากรัฐมีเพดานสูงสุดเพียง 9,000 บาทเท่านั้น

มลพิษไร่อ้อย

ต้นทุนที่ถูกลบออกจากระบบ
แต่ถูกผลักให้สังคมแบกรับแทน

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่การจ้างงาน รายได้จากการส่งออก และการเป็นวัตถุดิบให้หลายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่ในขณะที่ระบบการผลิตเดินหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบบัญชีอย่างต่อเนื่อง

มลพิษจากการเผาไร่อ้อย โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะฤดูกาลหรือพฤติกรรมของเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการผลิตที่ให้รางวัลกับต้นทุนต่ำ ความเร็ว และผลผลิตระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวที่สังคมต้องแบกรับ

กำแพงภาษี 36%

ของสหรัฐ คือกำแพงทีทำเกษตรกรให้จนลง

ราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เกิดจากภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนและภาษีที่ถูกบวกซ้อนกันตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงหน้าร้าน ภาระเหล่านี้ไม่เคยถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สะสมอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายทุกวัน

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการ “แจกเงิน” จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไปแล้ว ทั้งที่ปัญหาจริงซ่อนอยู่ลึกกว่าแค่การพยุงกำลังซื้อระยะสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังตัวเลขการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และงบประมาณที่หายไป อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของเรา—มากกว่าที่เห็นในวันแจกเงิน

ลดภาษี

ฟังดูดีแต่ทำไมเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วง?

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

สวัสดิการแรงงานไทย

แรงงานไทยคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่ภาคการผลิต อุตสาหกรรม บริการ ไปจนถึงภาคส่งออก รายได้ของประเทศเติบโตจากแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำงานทุกวัน แต่สวัสดิการที่แรงงานได้รับกลับยังไม่สะท้อนความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างที่ควรเป็น ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ขั้นต่ำแทบไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐาน สิทธิด้านการรักษาพยาบาลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง และเงินบำนาญหลังเกษียณอยู่ในระดับที่ไม่สามารถรองรับชีวิตผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าแรงงานทำงานหนักแค่ไหน แต่คือ แรงงานทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากสวัสดิการไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

หลายปีมานี้ นโยบาย “แจกเงิน” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เหมือนเป็นคำตอบอัตโนมัติทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด แต่ในขณะที่เงินช่วยพยุงให้ผู้คนพอหายใจได้ต่อ รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่ช้าลง หนี้ที่ทับซ้อน และงบประมาณที่ถูกเบียดออก กำลังสะท้อนบางอย่างสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างประเทศ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ตัวการแจกเงิน แต่วิธีที่เราพึ่งมันจนเกินไปก็ได้

กำแพงภาษี 36% ของสหรัฐ

กำแพงภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ แต่คือแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ผลิตไทย และกำลังไหลต่อเนื่องไปยังแรงงาน ครัวเรือน และค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดเป็นจุด ๆ แต่กำลังซ้อนทับกันพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่รายได้ชาติ งาน ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน และสุดท้ายจะกลายเป็นภาระร่วมที่ทุกคนต้องแบกรับ ไม่ว่าทำงานอยู่ในไร่ โรงงาน หรือออฟฟิศกลางเมือง

คนละครึ่ง พลัส

ดีจริงหรือผลประโยชน์แอบแฝง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.