วงจรน้ำท่วมไทย

ปัญหาน้ำท่วมของประเทศไทยมักถูกเล่าในกรอบ “ภัยธรรมชาติ” มาอย่างยาวนาน ฝนตกหนัก น้ำหลากจากภาคเหนือ น้ำทะเลหนุน และลักษณะภูมิประเทศที่เป็นที่ราบลุ่ม ล้วนเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่หากพิจารณาอย่างเป็นระบบ จะพบว่าสิ่งที่ทำให้บางพื้นที่ท่วมซ้ำซาก ขณะที่บางพื้นที่กลับฟื้นตัวได้เร็ว ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว หากเกิดจาก “การจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบาย” ที่สะสมมาหลายทศวรรษ และยิ่งชัดเจนขึ้นหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 หลังปี 2554 รัฐไทยเผชิญแรงกดดันทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากความเสียหายของนิคมอุตสาหกรรม โครงข่ายขนส่ง และห่วงโซ่อุปทานระดับประเทศ บทเรียนสำคัญที่รัฐได้รับคือ หากจุดศูนย์กลางทางเศรษฐกิจจมน้ำ แม้เพียงไม่กี่สัปดาห์ ความเสียหายจะลุกลามไปไกลกว่าพื้นที่น้ำท่วมโดยตรง ตั้งแต่การส่งออก การจ้างงาน ไปจนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุน จากจุดนั้น การจัดการน้ำของประเทศจึงค่อย ๆ เปลี่ยนจากการพยายาม “กันน้ำให้ทุกพื้นที่เท่าเทียมกัน” ไปสู่การ “กันน้ำให้จุดที่ประเทศเสียหายไม่ได้ก่อน”

แนวคิดนี้นำไปสู่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นคันกั้นน้ำรอบเมืองและนิคมอุตสาหกรรม อุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ ระบบสูบน้ำ และการบริหารเขื่อนในเชิงควบคุมจังหวะน้ำมากกว่าการกักเก็บเพียงอย่างเดียว มาตรการเหล่านี้ช่วยลดความเสียหายในพื้นที่เศรษฐกิจได้จริงในหลายปีที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกัน น้ำจำนวนเดียวกันนั้นไม่ได้หายไป มันถูกเบี่ยงและกระจายไปยังพื้นที่ลุ่มต่ำที่ถูกกำหนดให้ทำหน้าที่เป็น “พื้นที่รับน้ำ” เพื่อหน่วงน้ำไม่ให้ไหลลงสู่เมืองหลักเร็วเกินไป พื้นที่รับน้ำเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนดั้งเดิม และเมืองรองที่ไม่มีน้ำหนักทางเศรษฐกิจในระดับประเทศ การเลือกเช่นนี้ไม่ใช่การเลือกโดยเจตนาจะทำร้ายใคร แต่เป็นผลจากการคำนวณต้นทุน–ผลประโยชน์ในระดับมหภาค ซึ่งนำไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “การถ่ายโอนความเสี่ยง” หรือ risk transfer

กล่าวคือ ความเสี่ยงจากน้ำท่วมที่เคยกระจายอย่างไม่เป็นระบบ ถูกจัดวางใหม่ให้ไปกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่ เพื่อปกป้องพื้นที่ที่ประเทศพึ่งพามากที่สุด ผลลัพธ์คือ ความเสียหายเชิงระบบของประเทศลดลง แต่ต้นทุนเชิงชีวิตของคนในพื้นที่รับน้ำกลับเพิ่มขึ้น น้ำในพื้นที่เหล่านี้มักไม่ท่วมฉับพลันแล้วลดเร็วเหมือนในเมือง หากแต่ท่วมลึกและนาน บางแห่งยาวนานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ซึ่งหมายถึงการหยุดชะงักของชีวิตทั้งระบบ บ้านไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ การเดินทางกลายเป็นความเสี่ยง การเข้าถึงบริการสาธารณสุขทำได้ยาก และรายได้ของครัวเรือนจำนวนมากหายไปในช่วงเวลาที่ไม่มีระบบรองรับที่เพียงพอ นี่คือราคาที่ไม่ถูกบันทึกไว้ในบัญชีเศรษฐกิจ แต่ถูกจ่ายจริงโดยผู้คนในพื้นที่รับน้ำทุกปี
การยอมรับว่า “ประเทศไทยต้องอยู่กับน้ำ” เป็นจุดเริ่มต้นที่ถูกต้อง แต่การอยู่กับน้ำจะไม่ยั่งยืน หากประเทศไม่ยอมรับต้นทุนที่แท้จริงของการเลือกเช่นนั้น หลายประเทศที่เผชิญปัญหาน้ำท่วมคล้ายคลึงกัน ไม่ได้พยายามกำจัดน้ำออกจากระบบทั้งหมด แต่เลือกออกแบบนโยบายที่ทำให้การอยู่กับน้ำไม่กลายเป็นภาระของคนกลุ่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่แตกต่างไม่ใช่เพียงเทคโนโลยี หากคือกรอบคิดเรื่องความเป็นธรรมและการแบ่งปันภาระ ในกรณีของประเทศไทย ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีพื้นที่รับน้ำ แต่คือการไม่มีข้อตกลงที่ชัดเจนกับผู้ที่ต้องรับน้ำแทนประเทศ หากรัฐเลือกปกป้องเมืองเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ รัฐก็จำเป็นต้องยอมรับว่าพื้นที่รับน้ำคือส่วนหนึ่งของระบบป้องกันประเทศ และควรได้รับการดูแลในฐานะ “ผู้ร่วมแบกรับความเสี่ยง” ไม่ใช่เพียงผู้ประสบภัยปลายทาง นั่นหมายถึงการกำหนดกติกาที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และสื่อสารล่วงหน้า ว่าพื้นที่ใดจะต้องรับน้ำ เมื่อใด และนานเพียงใด เพื่อให้ผู้คนสามารถวางแผนชีวิตและการประกอบอาชีพได้

นอกจากนี้ ระบบชดเชยควรถูกออกแบบให้สะท้อนความจริงของความเสียหาย ไม่ใช่การจ่ายแบบเหมารวมที่ไม่คำนึงถึงระยะเวลาน้ำท่วม ความลึกของน้ำ หรือช่วงเวลาทางเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบ พร้อมกันนั้น ประเทศจำเป็นต้องมีเครื่องมือทางการเงินและนโยบายที่ช่วยให้คนในพื้นที่รับน้ำสามารถปรับตัวในระยะยาวได้จริง ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนการปรับปรุงที่อยู่อาศัย การสร้างหลักประกันรายได้ หรือการเปิดทางเลือกอย่างเป็นธรรมสำหรับผู้ที่ไม่สามารถอยู่กับน้ำได้อีกต่อไป ท้ายที่สุด การทำให้การอยู่กับน้ำ “แฟร์” ไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกพื้นที่ไม่ท่วม แต่หมายถึงการยอมรับว่า มีคนจำนวนหนึ่งกำลังจ่ายราคานี้แทนประเทศอยู่ทุกปี และประเทศต้องมีความรับผิดชอบต่อราคานั้นอย่างจริงจัง เมืองอาจจะรอดได้ในวันนี้ แต่หากการรอดนั้นต้องแลกกับความเหนื่อยล้า ศักดิ์ศรี และโอกาสในชีวิตของคนกลุ่มเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศก็ยังไม่อาจกล่าวได้ว่า แก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างแท้จริง
เมื่อระดับน้ำเริ่มลดลง สิ่งที่สังคมภายนอกมองเห็นคือภาพบ้านเรือนที่เริ่มฟื้นตัว ถนนที่กลับมาใช้งานได้ และข่าวการช่วยเหลือที่ทยอยจบลง แต่สำหรับคนในพื้นที่รับน้ำ ช่วงเวลาหลังน้ำลดคือช่วงที่ภาระหนักที่สุดเริ่มต้นขึ้น ต้นทุนของน้ำท่วมไม่ได้จบลงพร้อมระดับน้ำ หากกลับสะสมต่อเนื่องในรูปของค่าใช้จ่ายและความสูญเสียที่ต้องรับผิดชอบกันเองในระดับครัวเรือน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้เริ่มจากสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น การทำความสะอาดบ้าน การฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรค ระบบไฟฟ้าและประปาที่ต้องซ่อมแซม เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ และอุปกรณ์จำเป็นที่เสียหายซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลายครอบครัวต้องซื้อของชิ้นเดิมใหม่ทุกไม่กี่ปี ทั้งที่ในสภาพปกติของเหล่านี้ควรใช้งานได้ยาวนานกว่านั้นมาก

นี่ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าเดินทางอ้อม ค่าเช่าที่พักชั่วคราว หรือค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย อีกต้นทุนหนึ่งที่มักไม่ถูกพูดถึงคือ “รายได้ที่หายไป” แรงงานรายวันไม่สามารถออกไปทำงาน ร้านค้าในชุมชนต้องปิดเป็นเวลานาน เกษตรกรไม่สามารถเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวตามฤดูกาล เมื่อรายได้หยุด แต่ค่าใช้จ่ายยังคงดำเนินต่อ ครัวเรือนจำนวนมากจึงต้องใช้เงินเก็บทั้งหมดเพื่อประคองชีวิตให้ผ่านฤดูน้ำไปได้ และเมื่อเงินเก็บหมด ความสามารถในการฟื้นตัวในระยะยาวก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง รัฐมีมาตรการเยียวยาเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่การเยียวยาเหล่านี้ส่วนใหญ่ออกแบบมาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขโครงสร้างความเปราะบาง

เงินเยียวยาอาจช่วยให้ครัวเรือนสามารถซื้อของจำเป็นหรือซ่อมแซมบ้านบางส่วนได้ แต่ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนขนาดใหญ่ที่จำเป็นต่อการอยู่กับน้ำอย่างปลอดภัย เช่น การยกบ้านให้สูงขึ้น การปรับระบบสาธารณูปโภค หรือการเสริมความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร คำถามที่มักถูกตั้งจากคนนอกพื้นที่คือ “ถ้าท่วมทุกปี ทำไมไม่ปรับตัว” แต่คำถามนี้มักละเลยความจริงสำคัญว่า พื้นที่รับน้ำส่วนใหญ่ไม่ใช่พื้นที่เศรษฐกิจ มูลค่าทรัพย์สินลดลง ราคาที่ดินตก การเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยาก และรายได้ของครัวเรือนไม่สม่ำเสมอ ในบริบทเช่นนี้ การลงทุนก้อนใหญ่เพื่อปรับปรุงที่อยู่อาศัยจึงไม่ใช่ทางเลือกที่ทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือวงจรของความลำบากซ้ำซาก ที่ผู้คนต้องจ่ายเงินทุกปีเพื่ออยู่รอด แต่ไม่เคยมีโอกาสหลุดพ้นจากความเสี่ยงเดิมได้อย่างแท้จริง

Chance   Analysis     ArticlE

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ข้อมูล นโยบาย และคำสัญญาทางการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นใจของผู้มีสิทธิ์กลับไม่เพิ่มตาม หลายคนลังเลไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หากเพราะไม่แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ คำพูดเปลี่ยนได้ นโยบายมีมากแต่ยากจะประเมินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ และบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนยังไม่เคยถูกสรุปอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกคนหรือพรรค แต่เป็นการประเมินว่า จะเชื่อใจใครได้มากน้อยเพียงใด

อุบัติเหตุบนท้องถนนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องความประมาทส่วนบุคคล แต่ตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกิดซ้ำทุกปีสะท้อนว่า ปัญหานี้ลึกกว่าพฤติกรรมของใครคนใดคนหนึ่ง ความเร็ว การตัดหน้า การดื่มแล้วขับ และสภาพถนน ล้วนทำงานร่วมกันในระบบเดียวกัน แม้จะมีการรณรงค์และตั้งด่านตรวจอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียยังคงเกิดซ้ำ ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ใครผิด แต่คือระบบความปลอดภัยบนถนนของไทยปกป้องชีวิตผู้ใช้ทางได้มากพอแล้วหรือยัง

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังขับเคลื่อนไปได้ ธุรกิจ SME จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการขาดสภาพคล่อง แม้บางกิจการจะยังมียอดขายหรือกำไรบนกระดาษ แต่เงินสดกลับไม่พอสำหรับการดำเนินงานในแต่ละวัน ภาระต้นทุน หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กำลังกดดันธุรกิจรายย่อยอย่างเงียบ ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการ หากค่อย ๆ ลุกลามไปถึงการจ้างงาน กำลังซื้อ และความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งระบบ

เมื่อแม้แต่ “นักกีฬาทีมชาติ” ก็ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อได้ติดทีมชาติแล้ว นักกีฬาจะมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นแต่ในความเป็นจริง การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้ประจำจากรัฐ นักกีฬาทีมชาติไทยไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน รายได้จากรัฐที่มี คือเบี้ยเลี้ยงเฉพาะช่วงเก็บตัวหรือแข่งขันเท่านั้นหากเดือนไหนไม่มีรายการแข่ง หรือไม่มีการเก็บตัว รายได้จากรัฐในเดือนนั้นคือ ศูนย์บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงอยู่ครบ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดนี้

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวอาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับยาวนานกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ถูกเขย่าไม่ได้มีแค่พื้นดินหรืออาคาร หากรวมถึงความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง การกำกับดูแล และความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางอาคารที่ยังยืนอยู่และอาคารที่พังถล่ม ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงที่เคยเชื่อว่าแน่นหนา อาจเปราะบางกว่าที่คิด

ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนเผลอคิดว่าเป็นผลจากการใช้ไฟมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขบนบิลอาจสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟ เพราะค่าไฟไม่ได้ประกอบด้วยแค่ต้นทุนพลังงาน หากรวมถึงโครงสร้างการผลิตและจัดซื้อไฟฟ้าที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือก สัญญาระยะยาว ค่าใช้จ่ายแฝง และกลไกการปรับราคา ล้วนถูกซ่อนอยู่ในระบบเดียวกัน ความซับซ้อนเหล่านี้ทำให้ค่าไฟกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นโดยที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ใครเป็นผู้กำหนดต้นทุน และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้

วงจรความเสียหายที่ประชาชนต้องจ่ายเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญทุกฤดูฝน ไม่ใช่แค่น้ำที่เอ่อเข้าบ้าน แต่คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบเองเกือบทั้งหมด น้ำท่วมหนึ่งครั้งไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบหรือความเสียหายชั่วคราว แต่ทิ้งภาระทางการเงินและเวลาชีวิตที่ไม่มีใครชดเชยได้ครบ ความเสียหายจากน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึง 90,000 บาท หรือมากกว่า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย พื้นพอง ผนังพัง รถเสีย รายได้หาย และค่าแรงที่ขาดช่วง ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่เงินเยียวยาจากรัฐมีเพดานสูงสุดเพียง 9,000 บาทเท่านั้น

มลพิษไร่อ้อย

ต้นทุนที่ถูกลบออกจากระบบ
แต่ถูกผลักให้สังคมแบกรับแทน

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่การจ้างงาน รายได้จากการส่งออก และการเป็นวัตถุดิบให้หลายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่ในขณะที่ระบบการผลิตเดินหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบบัญชีอย่างต่อเนื่อง

มลพิษจากการเผาไร่อ้อย โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะฤดูกาลหรือพฤติกรรมของเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการผลิตที่ให้รางวัลกับต้นทุนต่ำ ความเร็ว และผลผลิตระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวที่สังคมต้องแบกรับ

กำแพงภาษี 36%

ของสหรัฐ คือกำแพงทีทำเกษตรกรให้จนลง

ราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เกิดจากภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนและภาษีที่ถูกบวกซ้อนกันตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงหน้าร้าน ภาระเหล่านี้ไม่เคยถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สะสมอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายทุกวัน

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการ “แจกเงิน” จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไปแล้ว ทั้งที่ปัญหาจริงซ่อนอยู่ลึกกว่าแค่การพยุงกำลังซื้อระยะสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังตัวเลขการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และงบประมาณที่หายไป อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของเรา—มากกว่าที่เห็นในวันแจกเงิน

ลดภาษี

ฟังดูดีแต่ทำไมเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วง?

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

สวัสดิการแรงงานไทย

แรงงานไทยคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่ภาคการผลิต อุตสาหกรรม บริการ ไปจนถึงภาคส่งออก รายได้ของประเทศเติบโตจากแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำงานทุกวัน แต่สวัสดิการที่แรงงานได้รับกลับยังไม่สะท้อนความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างที่ควรเป็น ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ขั้นต่ำแทบไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐาน สิทธิด้านการรักษาพยาบาลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง และเงินบำนาญหลังเกษียณอยู่ในระดับที่ไม่สามารถรองรับชีวิตผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าแรงงานทำงานหนักแค่ไหน แต่คือ แรงงานทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากสวัสดิการไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

หลายปีมานี้ นโยบาย “แจกเงิน” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เหมือนเป็นคำตอบอัตโนมัติทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด แต่ในขณะที่เงินช่วยพยุงให้ผู้คนพอหายใจได้ต่อ รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่ช้าลง หนี้ที่ทับซ้อน และงบประมาณที่ถูกเบียดออก กำลังสะท้อนบางอย่างสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างประเทศ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ตัวการแจกเงิน แต่วิธีที่เราพึ่งมันจนเกินไปก็ได้

กำแพงภาษี 36% ของสหรัฐ

กำแพงภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ แต่คือแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ผลิตไทย และกำลังไหลต่อเนื่องไปยังแรงงาน ครัวเรือน และค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดเป็นจุด ๆ แต่กำลังซ้อนทับกันพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่รายได้ชาติ งาน ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน และสุดท้ายจะกลายเป็นภาระร่วมที่ทุกคนต้องแบกรับ ไม่ว่าทำงานอยู่ในไร่ โรงงาน หรือออฟฟิศกลางเมือง

คนละครึ่ง พลัส

ดีจริงหรือผลประโยชน์แอบแฝง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.