แผ่นดินไหว

วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา แผ่นดินไหวขนาด 7.7 แมกนิจูด ที่มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมา ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล เหตุการณ์นี้อาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบของมันไม่ได้จบลงพร้อมกับแรงสั่น เพราะสิ่งที่ถูกเขย่าพร้อมกันในวันนั้น ไม่ใช่แค่ตัวอาคาร หากแต่เป็น “ความมั่นใจ” ของผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสูง และเชื่อว่าความปลอดภัยของเมืองถูกออกแบบมาเพียงพอแล้ว สำหรับหลายคน นี่คือครั้งแรกที่รับรู้แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวอย่างชัดเจนในชีวิตประจำวัน โต๊ะ เก้าอี้ และอาคารที่คุ้นเคยสั่นไหวพร้อมกัน ความรู้สึกไม่มั่นคงนั้นไม่ได้มาจากความรุนแรงของภัยเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไม่แน่ใจว่า เมืองที่เราอาศัยอยู่รับมือกับเหตุการณ์เช่นนี้ได้จริงแค่ไหน และหากเหตุการณ์รุนแรงกว่านี้ ระบบที่มีอยู่จะยังคงปกป้องชีวิตผู้คนได้หรือไม่ เหตุการณ์ยิ่งถูกจับตามองอย่างกว้างขวาง เมื่อมีรายงานว่าอาคารสำนักงานของหน่วยงานรัฐแห่งหนึ่งที่กำลังก่อสร้างอยู่ในกรุงเทพฯ เกิดการถล่มลงมาจากแรงสั่นสะเทือนในวันนั้น อาคารนี้กลายเป็นอาคารเพียงจุดเดียวที่พังถล่มอย่างรุนแรง ขณะที่อาคารสูงจำนวนมากในเมืองเดียวกันยังคงยืนอยู่ได้ เหตุการณ์นี้จึงเปลี่ยนกรอบการตั้งคำถามของสังคมจาก “แผ่นดินไหวรุนแรงแค่ไหน” ไปสู่ “มาตรฐานของอาคารเราแตกต่างกันตรงไหน” ในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ภาครัฐออกมาแถลงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจและการเงิน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดูแลผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะด้านการประกันภัยและการช่วยเหลือผ่านสถาบันการเงินของรัฐ มาตรการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการประคองสถานการณ์ไม่ให้ลุกลาม แต่ในระดับชีวิตประจำวัน คำถามของประชาชนกลับละเอียดและเร่งด่วนกว่านั้น บ้านร้าวแค่ไหนถึงถือว่าอันตราย ควรซ่อมได้เลยหรือควรรอการตรวจสอบ หากมีประกันจะเคลมได้จริงหรือไม่ และถ้าไม่มีประกัน ยังเหลือทางเลือกอะไรบ้าง แผ่นดินไหวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เหตุการณ์ทางธรณีวิทยา แต่เป็นเหตุการณ์ทางสังคมที่เผยให้เห็นช่องว่างระหว่าง “ความเชื่อว่าปลอดภัย” กับ “ข้อมูลที่ทำให้รู้สึกปลอดภัยจริง” ช่องว่างนี้เองที่ทำให้ความกลัวไม่ได้จางหายไปพร้อมกับแรงสั่น แต่ยังคงอยู่ในรูปของคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจน
ในบรรดาภาพทั้งหมดจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ ภาพที่ฝังอยู่ในความรู้สึกของสังคมมากที่สุด ไม่ใช่ภาพตึกสูงที่ยังยืนอยู่ แต่คือภาพของอาคารที่ถล่มลงมา โดยเฉพาะเมื่ออาคารนั้นเป็นโครงการของรัฐที่ใช้งบประมาณมหาศาล เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการก่อสร้างและการกำกับดูแลโครงการสาธารณะถูกหยิบยกขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คำถามไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่าอาคารออกแบบรองรับแผ่นดินไหวหรือไม่ แต่ลึกลงไปถึงกระบวนการทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดขอบเขตงาน การคัดเลือกผู้รับเหมา การควบคุมงาน การตรวจสอบวัสดุ และความโปร่งใสของข้อมูลที่ควรถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า โครงการระดับประเทศควรถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานที่เข้มข้นกว่านี้หรือไม่ และเหตุใดกระบวนการตรวจสอบจึงดูเหมือนเริ่มต้นช้าเกินไป เมื่อสังคมเริ่มขุดค้นข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับเหมา ผู้ควบคุมงาน และรายละเอียดการจัดซื้อจัดจ้าง ภาพที่ปรากฏกลับยิ่งเพิ่มความไม่สบายใจ คำถามเรื่องความเป็นมืออาชีพ ความเกี่ยวข้องของผู้ถือหุ้น และความสมเหตุสมผลของงบประมาณครุภัณฑ์ กลายเป็นประเด็นที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าสิ่งที่น่ากลัวอาจไม่ใช่แผ่นดินไหว แต่คือระบบที่ยืนยันว่าทุกอย่างได้มาตรฐาน โดยที่ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้จริง เหตุการณ์นี้ทำให้หลายคนหันไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เผชิญแผ่นดินไหวเป็นประจำ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งเคยผ่านโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ในอดีต และเลือกใช้บทเรียนเหล่านั้นเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบทั้งการก่อสร้าง การวางผังเมือง และการให้ความรู้ประชาชน ญี่ปุ่นไม่ได้รอให้ภัยครั้งใหม่มาทำลายทุกอย่าง แต่เลือกสร้างระบบที่ยอมรับว่าภัยพิบัติเป็นเรื่องของ “ระบบ” ไม่ใช่เรื่องของโชคชะตา สำหรับประเทศไทย แผ่นดินไหวครั้งนี้อาจไม่ใช่ครั้งที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่เป็นครั้งที่ทำให้คำถามเรื่องความปลอดภัยในเมืองหลวงดังขึ้นชัดเจนที่สุด หากบทเรียนครั้งนี้ถูกปล่อยให้เงียบหายไปพร้อมกับข่าววันต่อมา โอกาสในการยกระดับมาตรฐานก็อาจหายไปเช่นกัน ท้ายที่สุด เมืองที่เต็มไปด้วยอาคารสูงไม่ควรวัดความปลอดภัยจากความสูงหรือความใหม่ของสิ่งปลูกสร้าง แต่ควรวัดจากระดับความเชื่อใจที่ประชาชนมีต่อระบบ หากแผ่นดินไหวครั้งหนึ่งสามารถเขย่าความมั่นใจของผู้คนได้มากขนาดนี้ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าแผ่นดินจะสั่นอีกเมื่อไร แต่คือเราจะใช้แรงสั่นสะเทือนครั้งนี้ เปลี่ยนระบบให้มั่นคงขึ้นได้จริงหรือไม่ ก่อนที่คำถามเหล่านี้จะต้องถูกถามซ้ำอีกครั้งในวันที่อาจรุนแรงกว่านี้
หลังแรงสั่นสะเทือนผ่านไป สิ่งที่ผู้คนต้องเผชิญไม่ใช่ภัยธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นกระบวนการฟื้นฟูที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยรายละเอียด บ้าน คอนโด และอาคารสำนักงานจำนวนมากปรากฏรอยร้าว บางแห่งเป็นเพียงรอยผิวฉาบ บางแห่งลึกจนสร้างความกังวลต่อโครงสร้าง สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่แค่การซ่อมแซม แต่คือการตัดสินใจว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน โดยไม่ทำให้ตัวเองเสียสิทธิ์หรือเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม ในมิติของประกันภัย เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้หลายคนเพิ่งตระหนักว่า ประกันบ้านหรือคอนโดทั่วไปไม่ได้ครอบคลุมภัยแผ่นดินไหวโดยอัตโนมัติ ความคุ้มครองลักษณะนี้มักเป็นส่วนเสริมที่ต้องซื้อเพิ่ม และหลายครัวเรือนไม่แน่ใจว่ากรมธรรม์ของตนเองครอบคลุมหรือไม่ ความไม่ชัดเจนนี้ทำให้ประชาชนจำนวนมากต้องโทรสอบถามบริษัทประกัน หรือหน่วยงานกำกับดูแลด้วยตนเอง ขณะที่ความเสียหายก็ยังคงอยู่ตรงหน้า และไม่สามารถซ่อมได้ทันทีหากยังไม่มีการประเมินอย่างเป็นทางการ สำหรับผู้ที่ไม่มีประกันภัย มาตรการช่วยเหลือผ่านธนาคารของรัฐและเงินเยียวยาจากภาครัฐกลายเป็นความหวังสำคัญ การเปิดช่องให้ขอเงินซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในวงเงินจำกัด แม้จะไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่ช่วยลดภาระเบื้องต้น และยืนยันว่าความเสียหายจากภัยพิบัติไม่ควรถูกผลักให้เป็นภาระส่วนบุคคลเพียงลำพัง อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขและขั้นตอนที่ต้องเตรียมเอกสาร ตรวจสอบพื้นที่ และรอการอนุมัติ ยังคงเป็นอุปสรรคสำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้พิการ หรือผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับกระบวนการราชการ เหตุการณ์นี้ยังสะท้อนความจริงที่สำคัญว่า ความรู้เรื่องสิทธิและสวัสดิการของรัฐไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม หลายครัวเรือนไม่ทราบว่าตนเองมีสิทธิขอรับเงินเยียวยา หรือได้รับการสนับสนุนในการซ่อมแซมบ้านอยู่ก่อนแล้วจากมาตรการอื่นของรัฐ การช่วยเหลือจึงอาจไปไม่ถึงผู้ที่ต้องการมากที่สุด หากไม่มีการสื่อสารเชิงรุกและการประสานงานในระดับพื้นที่อย่างจริงจัง ในภาพรวม ระบบช่วยเหลือหลังแผ่นดินไหวครั้งนี้อาจไม่ได้ล้มเหลว แต่ยังไม่เพียงพอจะทำให้ประชาชน “มั่นใจ” ได้ทันที ความช่วยเหลือที่ดีไม่ควรเป็นเพียงการมีมาตรการอยู่บนกระดาษ แต่ต้องเป็นมาตรการที่ประชาชนเข้าใจ ใช้ได้จริง และตัดสินใจได้โดยไม่ต้องเสี่ยงจากความไม่รู้ เพราะในสถานการณ์หลังภัยพิบัติ ความล่าช้าและความสับสนอาจสร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น

Chance   Analysis     ArticlE

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ข้อมูล นโยบาย และคำสัญญาทางการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นใจของผู้มีสิทธิ์กลับไม่เพิ่มตาม หลายคนลังเลไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หากเพราะไม่แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ คำพูดเปลี่ยนได้ นโยบายมีมากแต่ยากจะประเมินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ และบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนยังไม่เคยถูกสรุปอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกคนหรือพรรค แต่เป็นการประเมินว่า จะเชื่อใจใครได้มากน้อยเพียงใด

อุบัติเหตุบนท้องถนนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องความประมาทส่วนบุคคล แต่ตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกิดซ้ำทุกปีสะท้อนว่า ปัญหานี้ลึกกว่าพฤติกรรมของใครคนใดคนหนึ่ง ความเร็ว การตัดหน้า การดื่มแล้วขับ และสภาพถนน ล้วนทำงานร่วมกันในระบบเดียวกัน แม้จะมีการรณรงค์และตั้งด่านตรวจอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียยังคงเกิดซ้ำ ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ใครผิด แต่คือระบบความปลอดภัยบนถนนของไทยปกป้องชีวิตผู้ใช้ทางได้มากพอแล้วหรือยัง

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังขับเคลื่อนไปได้ ธุรกิจ SME จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการขาดสภาพคล่อง แม้บางกิจการจะยังมียอดขายหรือกำไรบนกระดาษ แต่เงินสดกลับไม่พอสำหรับการดำเนินงานในแต่ละวัน ภาระต้นทุน หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กำลังกดดันธุรกิจรายย่อยอย่างเงียบ ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการ หากค่อย ๆ ลุกลามไปถึงการจ้างงาน กำลังซื้อ และความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งระบบ

เมื่อแม้แต่ “นักกีฬาทีมชาติ” ก็ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อได้ติดทีมชาติแล้ว นักกีฬาจะมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นแต่ในความเป็นจริง การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้ประจำจากรัฐ นักกีฬาทีมชาติไทยไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน รายได้จากรัฐที่มี คือเบี้ยเลี้ยงเฉพาะช่วงเก็บตัวหรือแข่งขันเท่านั้นหากเดือนไหนไม่มีรายการแข่ง หรือไม่มีการเก็บตัว รายได้จากรัฐในเดือนนั้นคือ ศูนย์บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงอยู่ครบ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดนี้

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวอาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับยาวนานกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ถูกเขย่าไม่ได้มีแค่พื้นดินหรืออาคาร หากรวมถึงความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง การกำกับดูแล และความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางอาคารที่ยังยืนอยู่และอาคารที่พังถล่ม ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงที่เคยเชื่อว่าแน่นหนา อาจเปราะบางกว่าที่คิด

ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนเผลอคิดว่าเป็นผลจากการใช้ไฟมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขบนบิลอาจสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟ เพราะค่าไฟไม่ได้ประกอบด้วยแค่ต้นทุนพลังงาน หากรวมถึงโครงสร้างการผลิตและจัดซื้อไฟฟ้าที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือก สัญญาระยะยาว ค่าใช้จ่ายแฝง และกลไกการปรับราคา ล้วนถูกซ่อนอยู่ในระบบเดียวกัน ความซับซ้อนเหล่านี้ทำให้ค่าไฟกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นโดยที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ใครเป็นผู้กำหนดต้นทุน และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้

วงจรความเสียหายที่ประชาชนต้องจ่ายเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญทุกฤดูฝน ไม่ใช่แค่น้ำที่เอ่อเข้าบ้าน แต่คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบเองเกือบทั้งหมด น้ำท่วมหนึ่งครั้งไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบหรือความเสียหายชั่วคราว แต่ทิ้งภาระทางการเงินและเวลาชีวิตที่ไม่มีใครชดเชยได้ครบ ความเสียหายจากน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึง 90,000 บาท หรือมากกว่า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย พื้นพอง ผนังพัง รถเสีย รายได้หาย และค่าแรงที่ขาดช่วง ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่เงินเยียวยาจากรัฐมีเพดานสูงสุดเพียง 9,000 บาทเท่านั้น

มลพิษไร่อ้อย

ต้นทุนที่ถูกลบออกจากระบบ
แต่ถูกผลักให้สังคมแบกรับแทน

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่การจ้างงาน รายได้จากการส่งออก และการเป็นวัตถุดิบให้หลายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่ในขณะที่ระบบการผลิตเดินหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบบัญชีอย่างต่อเนื่อง

มลพิษจากการเผาไร่อ้อย โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะฤดูกาลหรือพฤติกรรมของเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการผลิตที่ให้รางวัลกับต้นทุนต่ำ ความเร็ว และผลผลิตระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวที่สังคมต้องแบกรับ

กำแพงภาษี 36%

ของสหรัฐ คือกำแพงทีทำเกษตรกรให้จนลง

ราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เกิดจากภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนและภาษีที่ถูกบวกซ้อนกันตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงหน้าร้าน ภาระเหล่านี้ไม่เคยถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สะสมอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายทุกวัน

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการ “แจกเงิน” จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไปแล้ว ทั้งที่ปัญหาจริงซ่อนอยู่ลึกกว่าแค่การพยุงกำลังซื้อระยะสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังตัวเลขการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และงบประมาณที่หายไป อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของเรา—มากกว่าที่เห็นในวันแจกเงิน

ลดภาษี

ฟังดูดีแต่ทำไมเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วง?

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

สวัสดิการแรงงานไทย

แรงงานไทยคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่ภาคการผลิต อุตสาหกรรม บริการ ไปจนถึงภาคส่งออก รายได้ของประเทศเติบโตจากแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำงานทุกวัน แต่สวัสดิการที่แรงงานได้รับกลับยังไม่สะท้อนความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างที่ควรเป็น ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ขั้นต่ำแทบไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐาน สิทธิด้านการรักษาพยาบาลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง และเงินบำนาญหลังเกษียณอยู่ในระดับที่ไม่สามารถรองรับชีวิตผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าแรงงานทำงานหนักแค่ไหน แต่คือ แรงงานทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากสวัสดิการไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

หลายปีมานี้ นโยบาย “แจกเงิน” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เหมือนเป็นคำตอบอัตโนมัติทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด แต่ในขณะที่เงินช่วยพยุงให้ผู้คนพอหายใจได้ต่อ รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่ช้าลง หนี้ที่ทับซ้อน และงบประมาณที่ถูกเบียดออก กำลังสะท้อนบางอย่างสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างประเทศ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ตัวการแจกเงิน แต่วิธีที่เราพึ่งมันจนเกินไปก็ได้

กำแพงภาษี 36% ของสหรัฐ

กำแพงภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ แต่คือแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ผลิตไทย และกำลังไหลต่อเนื่องไปยังแรงงาน ครัวเรือน และค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดเป็นจุด ๆ แต่กำลังซ้อนทับกันพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่รายได้ชาติ งาน ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน และสุดท้ายจะกลายเป็นภาระร่วมที่ทุกคนต้องแบกรับ ไม่ว่าทำงานอยู่ในไร่ โรงงาน หรือออฟฟิศกลางเมือง

คนละครึ่ง พลัส

ดีจริงหรือผลประโยชน์แอบแฝง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.