ยิ่งใกล้เลือกตั้ง แต่ทำไมคนยิ่งเลือกไม่ได้

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ความคึกคักในสนามการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น ทั้งเวทีปราศรัย การดีเบต นโยบายใหม่ และคำสัญญาที่หลั่งไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผลสำรวจกลับสะท้อนภาพที่สวนทางกันอย่างชัดเจน นิด้าโพลระบุว่ามีประชาชนถึง 47.25% ที่ยังไม่พบ “คนที่เหมาะสม” เพียงพอจะตัดสินใจเลือก แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ข้อมูลทางการเมืองหนาแน่นที่สุดก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกถึงความเฉยเมยทางการเมือง แต่กำลังสะท้อนความรู้สึกไม่มั่นใจที่สะสมมาเป็นเวลานาน ความลังเลดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการมีตัวเลือกน้อยลง หากแต่เกิดจากการที่ตัวเลือกจำนวนมากไม่สามารถสร้างความเชื่อใจได้เพียงพอ คำพูดสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามบริบท นโยบายสามารถถูกเขียนใหม่ได้ทุกการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมองหา กลับเป็นหลักฐานที่จับต้องได้ว่า เมื่อคำพูดเหล่านั้นถูกแปรเปลี่ยนเป็นอำนาจจริงแล้ว จะยังคงยืนระยะได้มากน้อยเพียงใด ความไม่แน่นอนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่เป็นประสบการณ์ซ้ำซากจากหลายรอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยนโยบายจำนวนมาก แต่ข้อมูลที่อธิบายว่านโยบายเหล่านั้นจะถูกนำไปปฏิบัติจริงอย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณ โครงสร้างรัฐ และกรอบกฎหมาย กลับมีอยู่อย่างจำกัดยิ่ง เมื่อโครงการไม่เป็นไปตามที่ประกาศไว้ ความรับผิดชอบก็มักถูกทำให้เลือนราง ไม่มีการชี้ชัดว่าใครต้องรับผิดชอบในระดับใด และบทเรียนจากความล้มเหลวในอดีตก็มักไม่ถูกนำมาพูดถึงอย่างจริงจัง ในบริบทเช่นนี้ การเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงการตั้งคำถามว่า “ควรเลือกใครดี” แต่กลายเป็นคำถามที่ลึกกว่าเดิมว่า “ควรเชื่อใจใครได้จริงแค่ไหน” เมื่อข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจ ความลังเลจึงไม่ใช่สัญญาณของการไม่สนใจการเมือง หากแต่เป็นกลไกป้องกันตัวเองของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในระบบที่ไม่เคยทำให้ความเชื่อใจเป็นเรื่องง่าย
ครั้งหนึ่ง การเลือกตั้งคือการเลือกด้วยความหวัง หวังว่าคำสัญญาจะพาไปสู่อนาคตที่ดีกว่า แต่เมื่อความหวังถูกใช้ซ้ำโดยไม่เคยถูกพิสูจน์ด้วยผลลัพธ์ เกณฑ์การเลือกของผู้คนก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการมองหา “ใครดีที่สุด” กลายเป็นการประเมินว่า “เลือกใครแล้วจะเจ็บน้อยกว่า” การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้สะท้อนการมองโลกในแง่ร้าย หากแต่เป็นผลจากประสบการณ์ที่สอนให้ระมัดระวังมากขึ้นในระบบที่ไม่เคยทำให้ความเสี่ยงคุ้มค่าอย่างแท้จริง งานวิจัยด้านพฤติกรรมผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในหลายประเทศพบว่า ผู้คนจำนวนมากตัดสินใจเลือกตั้งในช่วงเวลาสั้นมากก่อนวันเลือกตั้ง ไม่ใช่เพราะไม่ติดตามการเมือง แต่เพราะการตัดสินใจทางการเมืองมีต้นทุนทางใจสูง การเลื่อนการตัดสินใจจึงเป็นวิธีลดภาระทางอารมณ์ จนกว่าจะเห็นสัญญาณสุดท้ายที่รู้สึกว่ารับได้หรือรับไม่ได้ สิ่งที่มีอิทธิพลในช่วงท้ายมักไม่ใช่นโยบายใหม่ แต่เป็นท่าที การรับมือกับแรงกดดัน และความรู้สึกต่อความรับผิดชอบของผู้มีอำนาจ ในบริบทนี้ ความลังเลจึงไม่ใช่ความไม่สนใจ แต่เป็นการปรับตัวของประชาชนในสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่เรียกร้องพลังใจสูงเกินควร การติดตามการเมืองไม่เพียงใช้เวลา แต่ใช้ความหวังและความอดทน เมื่อความพยายามในอดีตไม่ได้นำไปสู่ผลลัพธ์อย่างที่คาด การระมัดระวังจึงกลายเป็นกลไกป้องกันตัวเองโดยธรรมชาติ ท้ายที่สุด การที่คนจำนวนมากยังเลือกไม่ได้ ไม่ได้เป็นสัญญาณของความล้มเหลวของประชาชน แต่สะท้อนคำถามกลับไปยังระบบการเมืองเองว่า ได้สร้างเงื่อนไขที่ทำให้การเชื่อใจเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่ ตราบใดที่การเมืองยังทำให้ผู้คนต้องเตรียมใจรับความผิดหวังล่วงหน้า การเลือกตั้งก็จะยังคงเป็นพื้นที่ของความลังเล มากกว่าพื้นที่ของความมั่นใจ และตัวเลขของผู้ที่ “ยังไม่เจอคนที่เหมาะสม” ก็อาจไม่ใช่ความผิดของผู้เลือก หากแต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างที่ยังไม่เคยพิสูจน์ตัวเองอย่างแท้จริง
การเมืองไทยสื่อสารเก่งเรื่องอนาคต คำสัญญาใหม่ ๆ เกิดขึ้นแทบทุกการเลือกตั้ง พร้อมภาพของประเทศที่ดีขึ้นในแบบต่าง ๆ แต่สิ่งที่แทบไม่เคยเห็นอย่างเป็นระบบ คือการสรุปผลงานย้อนหลังที่ประชาชนสามารถใช้เป็นฐานในการตัดสินใจได้จริง หลายคนจำได้ว่าใครพูดอะไรไว้ แต่กลับตอบไม่ได้ว่า ในรอบที่ผ่านมา สิ่งใดสำเร็จ สิ่งใดล้มเหลว และความล้มเหลวนั้นมีใครรับผิดชอบอย่างชัดเจนหรือไม่ เมื่อการตัดสินใจต้องอาศัยความจำ แต่ความจำนั้นเต็มไปด้วยคำพูดมากกว่าผลงานที่จับต้องได้ การเลือกตั้งจึงกลายเป็นพื้นที่ของความไม่แน่นอนมากกว่าความมั่นใจ ประสบการณ์จากการเลือกตั้งปี 2566 ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกนี้ เมื่อมีพรรคการเมืองจำนวนไม่น้อยที่แสดงจุดยืนก่อนเลือกตั้งอย่างหนึ่ง แต่ตัดสินใจอีกอย่างหนึ่งหลังจากผลการเลือกตั้งออกมา ตัวเลขพรรคที่เปลี่ยนท่าทีคิดเป็นประมาณหนึ่งในสี่ของพรรคทั้งหมด และมากกว่าครึ่งหนึ่งของพรรคที่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งอาจไม่ใช่ข้อกล่าวหาว่าใครผิดหรือถูก แต่เป็นร่องรอยของความเชื่อใจที่ถูกสั่นคลอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเวลาเดียวกัน นโยบายแจกเงินซึ่งเริ่มต้นจากความตั้งใจช่วยเหลือผู้เดือดร้อน ค่อย ๆ กลายเป็นการแข่งขันทางการเมืองว่าใครจะให้ได้มากกว่าและเร็วกว่า เมื่อสนามเลือกตั้งถูกวัดกันด้วยตัวเลขเงินที่แจก ความสามารถในการบริหารประเทศ วิสัยทัศน์ระยะยาว และความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์หลังเลือกตั้ง กลับกลายเป็นประเด็นรองที่ไม่จำเป็นต้องถูกพิสูจน์อย่างจริงจัง ผลลัพธ์คือประชาชนไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดข้อมูลที่ช่วยประเมินว่าใครเหมาะสมกว่ากันจริง ๆ แม้จะมีพรรคใหม่เพิ่มขึ้นและพรรคเก่ายังคงอยู่ครบ แต่ช่องว่างของความมั่นใจยังคงว่างเปล่า พรรคเก่ามีอดีตให้พิจารณา แต่ยังไม่ชัดเจนว่าบทเรียนจากความผิดพลาดที่ผ่านมาได้รับการเรียนรู้มากน้อยเพียงใด ขณะที่พรรคใหม่มีแนวคิดและคำสัญญาที่น่าสนใจ แต่ยังไม่มีหลักฐานการทำงานจริงให้ประเมินความสามารถในการตัดสินใจยามเผชิญสถานการณ์ยาก เมื่อผนวกกับความไม่แน่นอนของการจัดตั้งรัฐบาลหลังเลือกตั้ง ความลังเลจึงยิ่งทวีความชัดเจนขึ้น

Chance   Analysis     ArticlE

ยิ่งใกล้วันเลือกตั้ง ข้อมูล นโยบาย และคำสัญญาทางการเมืองยิ่งเพิ่มขึ้น แต่ความมั่นใจของผู้มีสิทธิ์กลับไม่เพิ่มตาม หลายคนลังเลไม่ใช่เพราะไม่สนใจการเมือง หากเพราะไม่แน่ใจว่าข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการตัดสินใจได้จริงหรือไม่ คำพูดเปลี่ยนได้ นโยบายมีมากแต่ยากจะประเมินว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้ และบทเรียนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนยังไม่เคยถูกสรุปอย่างชัดเจน ความไม่แน่นอนเหล่านี้ทำให้การเลือกตั้งไม่ใช่แค่การเลือกคนหรือพรรค แต่เป็นการประเมินว่า จะเชื่อใจใครได้มากน้อยเพียงใด

อุบัติเหตุบนท้องถนนมักถูกมองว่าเป็นเรื่องความประมาทส่วนบุคคล แต่ตัวเลขการบาดเจ็บและเสียชีวิตที่เกิดซ้ำทุกปีสะท้อนว่า ปัญหานี้ลึกกว่าพฤติกรรมของใครคนใดคนหนึ่ง ความเร็ว การตัดหน้า การดื่มแล้วขับ และสภาพถนน ล้วนทำงานร่วมกันในระบบเดียวกัน แม้จะมีการรณรงค์และตั้งด่านตรวจอย่างต่อเนื่อง ความสูญเสียยังคงเกิดซ้ำ ทำให้คำถามสำคัญไม่ใช่แค่ใครผิด แต่คือระบบความปลอดภัยบนถนนของไทยปกป้องชีวิตผู้ใช้ทางได้มากพอแล้วหรือยัง

ภายใต้ภาพเศรษฐกิจที่ดูเหมือนยังขับเคลื่อนไปได้ ธุรกิจ SME จำนวนมากกำลังเผชิญปัญหาที่ไม่ค่อยถูกพูดถึง นั่นคือการขาดสภาพคล่อง แม้บางกิจการจะยังมียอดขายหรือกำไรบนกระดาษ แต่เงินสดกลับไม่พอสำหรับการดำเนินงานในแต่ละวัน ภาระต้นทุน หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น กำลังกดดันธุรกิจรายย่อยอย่างเงียบ ๆ ปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่ผู้ประกอบการ หากค่อย ๆ ลุกลามไปถึงการจ้างงาน กำลังซื้อ และความเปราะบางของเศรษฐกิจทั้งระบบ

เมื่อแม้แต่ “นักกีฬาทีมชาติ” ก็ยังไม่มีรายได้ที่แน่นอน หลายคนอาจเข้าใจว่า เมื่อได้ติดทีมชาติแล้ว นักกีฬาจะมีความมั่นคงในชีวิตมากขึ้นแต่ในความเป็นจริง การเป็นนักกีฬาทีมชาติไทย ไม่ได้หมายความว่าจะมีรายได้ประจำจากรัฐ นักกีฬาทีมชาติไทยไม่มีเงินเดือน ไม่มีรายได้ขั้นต่ำที่แน่นอน รายได้จากรัฐที่มี คือเบี้ยเลี้ยงเฉพาะช่วงเก็บตัวหรือแข่งขันเท่านั้นหากเดือนไหนไม่มีรายการแข่ง หรือไม่มีการเก็บตัว รายได้จากรัฐในเดือนนั้นคือ ศูนย์บาท ขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังคงอยู่ครบ ค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่ารักษาอาการบาดเจ็บทั้งหมดนี้

แรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวอาจกินเวลาเพียงไม่กี่นาที แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับยาวนานกว่านั้นมาก เพราะสิ่งที่ถูกเขย่าไม่ได้มีแค่พื้นดินหรืออาคาร หากรวมถึงความรู้สึกปลอดภัยของผู้คนในเมืองที่เต็มไปด้วยตึกสูง เหตุการณ์นี้ทำให้คำถามเรื่องมาตรฐานการก่อสร้าง การกำกับดูแล และความพร้อมของระบบรับมือภัยพิบัติกลับมาชัดเจนอีกครั้ง ท่ามกลางอาคารที่ยังยืนอยู่และอาคารที่พังถล่ม ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามว่า ความมั่นคงที่เคยเชื่อว่าแน่นหนา อาจเปราะบางกว่าที่คิด

ค่าไฟที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้หลายคนเผลอคิดว่าเป็นผลจากการใช้ไฟมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง ตัวเลขบนบิลอาจสะท้อนมากกว่าพฤติกรรมของผู้ใช้ไฟ เพราะค่าไฟไม่ได้ประกอบด้วยแค่ต้นทุนพลังงาน หากรวมถึงโครงสร้างการผลิตและจัดซื้อไฟฟ้าที่ประชาชนไม่มีสิทธิ์เลือก สัญญาระยะยาว ค่าใช้จ่ายแฝง และกลไกการปรับราคา ล้วนถูกซ่อนอยู่ในระบบเดียวกัน ความซับซ้อนเหล่านี้ทำให้ค่าไฟกลายเป็นภาระที่เพิ่มขึ้นโดยที่หลายคนไม่แน่ใจว่า ใครเป็นผู้กำหนดต้นทุน และใครเป็นผู้ได้ประโยชน์จากระบบนี้

วงจรความเสียหายที่ประชาชนต้องจ่ายเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า สิ่งที่หลายครัวเรือนต้องเผชิญทุกฤดูฝน ไม่ใช่แค่น้ำที่เอ่อเข้าบ้าน แต่คือค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่ต้องรับผิดชอบเองเกือบทั้งหมด น้ำท่วมหนึ่งครั้งไม่ได้ทิ้งไว้แค่คราบหรือความเสียหายชั่วคราว แต่ทิ้งภาระทางการเงินและเวลาชีวิตที่ไม่มีใครชดเชยได้ครบ ความเสียหายจากน้ำท่วมหนึ่งครั้งอาจเริ่มต้นตั้งแต่หลักหมื่น ไปจนถึง 90,000 บาท หรือมากกว่า ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเสีย พื้นพอง ผนังพัง รถเสีย รายได้หาย และค่าแรงที่ขาดช่วง ทั้งหมดนี้คือค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องรับผิดชอบเอง ขณะที่เงินเยียวยาจากรัฐมีเพดานสูงสุดเพียง 9,000 บาทเท่านั้น

มลพิษไร่อ้อย

ต้นทุนที่ถูกลบออกจากระบบ
แต่ถูกผลักให้สังคมแบกรับแทน

อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย ทั้งในแง่การจ้างงาน รายได้จากการส่งออก และการเป็นวัตถุดิบให้หลายอุตสาหกรรมต่อเนื่อง แต่ในขณะที่ระบบการผลิตเดินหน้าเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพกลับถูกผลักออกไปอยู่นอกระบบบัญชีอย่างต่อเนื่อง

มลพิษจากการเผาไร่อ้อย โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 จึงไม่ใช่ปัญหาเฉพาะฤดูกาลหรือพฤติกรรมของเกษตรกรรายใดรายหนึ่ง แต่เป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างการผลิตที่ให้รางวัลกับต้นทุนต่ำ ความเร็ว และผลผลิตระยะสั้น โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนระยะยาวที่สังคมต้องแบกรับ

กำแพงภาษี 36%

ของสหรัฐ คือกำแพงทีทำเกษตรกรให้จนลง

ราคาสินค้าและบริการที่แพงขึ้นในชีวิตประจำวัน ไม่ได้เกิดจากภาษีมูลค่าเพิ่มเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากต้นทุนและภาษีที่ถูกบวกซ้อนกันตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่วัตถุดิบ โรงงาน การขนส่ง ไปจนถึงหน้าร้าน ภาระเหล่านี้ไม่เคยถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แต่สะสมอยู่ในราคาที่ผู้บริโภคต้องจ่ายทุกวัน

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพึ่งพาการ “แจกเงิน” จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจไปแล้ว ทั้งที่ปัญหาจริงซ่อนอยู่ลึกกว่าแค่การพยุงกำลังซื้อระยะสั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังตัวเลขการเติบโตต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง และงบประมาณที่หายไป อาจบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับอนาคตของเรา—มากกว่าที่เห็นในวันแจกเงิน

ลดภาษี

ฟังดูดีแต่ทำไมเศรษฐกิจไทย ยังน่าห่วง?

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

สวัสดิการแรงงานไทย

แรงงานไทยคือกำลังหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ตั้งแต่ภาคการผลิต อุตสาหกรรม บริการ ไปจนถึงภาคส่งออก รายได้ของประเทศเติบโตจากแรงงานหลายสิบล้านคนที่ทำงานทุกวัน แต่สวัสดิการที่แรงงานได้รับกลับยังไม่สะท้อนความมั่นคงในการดำรงชีวิตอย่างที่ควรเป็น ในยุคที่ค่าครองชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ขั้นต่ำแทบไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายพื้นฐาน สิทธิด้านการรักษาพยาบาลยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึง และเงินบำนาญหลังเกษียณอยู่ในระดับที่ไม่สามารถรองรับชีวิตผู้สูงอายุได้อย่างแท้จริง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าแรงงานทำงานหนักแค่ไหน แต่คือ แรงงานทำงานหนักไปเพื่ออะไร หากสวัสดิการไม่ช่วยให้ชีวิตดีขึ้น

แจกเงินกว่า 100,00 ล้านบาท

แก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยได้จริงไหม

หลายปีมานี้ นโยบาย “แจกเงิน” กลายเป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย เหมือนเป็นคำตอบอัตโนมัติทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด แต่ในขณะที่เงินช่วยพยุงให้ผู้คนพอหายใจได้ต่อ รายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ การเติบโตที่ช้าลง หนี้ที่ทับซ้อน และงบประมาณที่ถูกเบียดออก กำลังสะท้อนบางอย่างสำคัญเกี่ยวกับโครงสร้างประเทศ บางทีปัญหาอาจไม่ใช่ตัวการแจกเงิน แต่วิธีที่เราพึ่งมันจนเกินไปก็ได้

กำแพงภาษี 36% ของสหรัฐ

กำแพงภาษีนำเข้า 36% ของสหรัฐอเมริกา ไม่ใช่เพียงมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ แต่คือแรงกระแทกเชิงโครงสร้างที่กำลังส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของผู้ผลิตไทย และกำลังไหลต่อเนื่องไปยังแรงงาน ครัวเรือน และค่าครองชีพของคนทั้งประเทศ ผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดเป็นจุด ๆ แต่กำลังซ้อนทับกันพร้อมกันในหลายมิติ ตั้งแต่รายได้ชาติ งาน ค่าครองชีพ ไปจนถึงหนี้ครัวเรือน และสุดท้ายจะกลายเป็นภาระร่วมที่ทุกคนต้องแบกรับ ไม่ว่าทำงานอยู่ในไร่ โรงงาน หรือออฟฟิศกลางเมือง

คนละครึ่ง พลัส

ดีจริงหรือผลประโยชน์แอบแฝง

Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.